มหากาพย์ รีวิว "น้ำตบ" ที่เคยใช้

และใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 แบรนด์

B E A U T Y

      

S K I N C A R E   R E V I E W

สวัสดีค่า สาวๆ ทราบกันดีใช่มั้ยคะว่าขั้นตอนการบำรุงผิวหน้านั้นสำคัญมากที่สุด 
การบำรุงผิวหน้าที่ดี ที่ถูกต้อง จะส่งผลหลายๆอย่างบนใบหน้าเรา ทั้งเรื่องรูขุมขน ริ้วรอย 
สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ผิวหน้าแห้งหยาบกร้าน แต่งหน้าไม่ติดไม่ทน  
ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับการดูแลผิวหน้าทั้งหมดค่ะ 
ครีมทาผิวจำพวกมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์อย่างเดียวอาจจะไม่พอ 
เลยต้องมีตัวช่วยเสริมขึ้นมาอีก 1-2 ขั้นตอน

 

ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสาวๆหลายคน ชอบใช้สกินแคร์ที่เรียกว่า “น้ำตบ” เป็นอย่างมาก 
 ตัวทิฟเองก็ชอบมาก เพราะว่าสดชื่น ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และบำรุงได้ล้ำลึก 
น้ำตบเนี่ย ที่ทิฟทราบและเคยใช้จะมีตัวที่เป็นเซรั่ม เอสเซ้นส์ และ โลชั่น 
ทั้งสามอย่างนี้คล้ายๆกันค่ะ แตกต่างเรื่องส่วนผสมเพียงนิดหน่อย 
สรุปแล้วว่า จะเอสเซ้นส์ เซรั่ม โลชั่นที่มีลักษณะเหลวเป็นน้ำให้ใช้ขั้นตอนแรกเสมอค่ะ
(ถ้าเลือกใช้แค่ตัวเดียวแล้วตามด้วยครีมบำรุง) แต่ถ้าเอาแบบสบายใจ เอาเป็นว่าเรียงตามนี้ค่ะ 
เซรั่ม – เอสเซ้นส์ - โลชั่น - ครีมบำรุง และจบด้วยกันแดด 
วันนี้ทิฟเลยจะมารีวิว “น้ำตบ” ที่ทิฟเคยใช้ และใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด 6 แบรนด์ด้วยกัน 
และทั้ง 6 แบรนด์นี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปชมกันเลยค่ะ

1.Sena Marine Plankton water serum concentrate ( 150ml. ราคา 1,450 บาท )

น้ำตบแพลงก์ตอนยอดฮิตสัญชาติเกาหลี มีสารสกัดจาก Plankton Stem Cells และ น้ำแร่ธรรมชาติแห่งน้ำตกซองบัง เกาะเซจู น้ำตบ Plankton ของเค้าจะมีกลิ่นหอมสดชื่นเหมือนกลิ่นดอกไม้

(แต่เป็นกลิ่นจากธรรมชาตินะคะไม่ได้ใส่น้ำหอม ทิฟสังเกตได้เลยว่าผิวหน้าชุ่มชื่น กระชับยืดหยุ่น

ผิวจะดูเด้งๆสดใส รูขุมขนกระชับ ถ้าวันไหนที่โดนฝุ่นมากๆแล้วผิวอักเสบ หลังจากที่ใช้แล้วตื่นมา

สิว รอยแดงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก จุดเด่นเค้าคือเรื่องช่วยรักษาอาการอักเสบของผิวหนังเลยค่ะ

จริงๆเค้าช่วยเรื่องลดริ้วรอยด้วยนะ แต่ทิฟยังไม่ค่อยมีริ้วรอยใดๆจึงยังไม่เห็นผลในส่วนนี้

เซรั่มเค้าใสๆลักษณะเหมือนน้ำไม่มีสีค่ะ ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบน

สาวผิวแพ้ง่ายใช้ได้  ทิฟใช้แล้วไม่แพ้ (แต่ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล) เซรั่มซึมไว

ใช้ฝ่ามืออุ่นๆประคบแปปเดียวก็ซึมแล้ว ผิวจะนุ่มทันทีที่ใช้ วันที่ผิวล้ามากๆก็ใช้มาส์กหน้าซะเลย

ใช้สำลีก็ได้ หรือแผ่นมาส์กก็ได้ค่ะ อีกอย่างคือ อยากพูดถึงขวด

ขวดสวยเป็นขวดแก้วไล่สีขาวเขียว เลอค่าแต่หนักจ้า พกพาไปเที่ยวด้วยลำบากนิ๊ดนึง

2.Klaire’ Anti-Pollution Essence ( 30ml. ราคา 890 บาท )

น้ำตบต้านมลภาวะสัญชาติญี่ปุ่น ที่ทิฟใช้เป็นประจำ ตอนนี้กำลังจะขึ้นขวดที่ 2 แล้วค่ะ เค้าเปลี่ยนแพคเกจใหม่ให้ดูสวยงามสะอาดตากว่าเดิม และมีขนาดเล็กกว่าเดิมค่ะ เสียดายที่แพคเกจใหม่เค้าไม่ทำขวดใหญ่แล้ว

ทำมาส์กไม่จุใจเลย Klaire’ เป็นน้ำตบที่ปกป้องผิวเราจากมลภาวะที่เราต้องพบเจอในทุกๆวัน

เหมาะกับไลฟ์สไตล์สาวเมืองแบบเรา น้ำตบของ Klaire’ เค้าไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีพาราเบน

สาวๆผิวแพ้ง่ายใช้ได้ (แต่ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล)  ที่ทิฟเห็นผลชัดๆเลยคือเรื่องรูขุมขนที่กระชับขึ้น เพราะเค้าช่วยปรับสมดุลน้ำหล่อเลี้ยงในผิว ผิวสม่ำเสมอ และ ชุ่มชื่นขึ้น เรียกได้ว่าเป็นน้ำตบที่ช่วยกู้ผิวหน้าทิฟให้กลับมาดีขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ 4-5 เดือนทิฟผิวแห้งมากช่วงกรอบหน้า แต่พอใช้ Klaire’ แล้วดีขึ้น

ผิวแข็งแรง เรียบเนียนขึ้นปัญหาผิวหลายอย่างน้อยลง  ส่วนประกอบหลักๆของเค้าจะเป็น Cotton Stem Cells

ส่วนเรื่องกลิ่นของเค้าจะหอมเบาๆเหมือนข้าวหอมมะลิ (เป็นกลิ่นที่มาจากธรรมชาติไม่ได้เติมแต่งกลิ่น)

น้ำเอสเซ้นส์ใสๆสีอมเหลืองนิดๆ ซึมไว ใช้ฝ่ามืออุ่นๆประคบจะช่วยผลักเอ้สเซนซ์สู้ผิวได้ดีมาก

และไม่รู้สึกเหนอะหนะ

3. Kohaku Hada Lotion Moisture ( 220 ml. 480 บาท )

มาที่น้ำตบราคาเบาๆกันบ้างค่ะ น้ำตบสัญชาติญี่ปุ่นสารสกัดจากอำพัน เป็นอัญมณีเพียงประเภทเดียว

ที่สามารถสกัดมาจากพืชโบราณที่ถูกฝังลึกนานกว่า 50ปีจนกำเนิดเป็นฟอสซิล ช่วยสร้าง Hyaluronic acid

ที่จำเป็นต่อผิว ถามว่าทำไมอันนี้ต้องอธิบายยืดยาว เพราะตอนแรกทิฟ งง ค่ะว่า อำพันคือ อะไร

แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว 555 ที่สะดุดมากกกของน้ำตบ Kohaku คือกลิ่น กลิ่นแบบเหล้ามากกก

ตกใจนึกว่ามีแอลกอฮอล์ แต่มาเชคส่วนผสมแล้วคือ ไม่มีค่ะ สบายใจ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์

และพาราเบน แต่น้ำตบ Kohaku จะมีส่วนผสมของน้ำมัน 3 ชนิด มีOlive Oil , Jojoba Oil , Macadamia Oil

ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นได้ได้ดี น้ำตบของเค้ามีลักษณะที่หนืดเล็กน้อย ชุ่มชื่นแต่เบาสบายไม่หนักหน้า

น้ำตบรุ่นนี้เน้นเรื่องความชุ่มชื่น และค่อนข้างเห็นผล ส่วนเรื่องกระชับอ่อนเยาว์อะไรอื่นๆ

ยังไม่เห็นผลชัดมากนัก และทำให้ผิวมันนิดหน่อย เหมาะกับคนที่ผิวแห้งหรือผิวผสมมากกว่าผิวมันค่ะ

4.Fracora Placenta extract ( 15 ml. 890 บาท )

น้ำตบสัญชาติญี่ปุ่นมาในขวดแก้วเล็กๆ น่ารัก พกพาง่าย แต่เทียบปริมาณและราคา โหดไม่เบา

อ่านส่วนประกอบสารสกัดแล้วน่าสนใจมาก มีสารสกัดจากรกหมูจ้า ตอนแรกมองขวดก็คิด รกหมูอู๊ดๆนะยู จะเป็นยังไง นั่งมองขวดอยู่ 2-3 วันเลยตัดสินใจเปิดใช้ เค้าเป็นลักษณะเซรั่มค่ะ มาที่เรื่องกลิ่นก่อน

กลิ่นหอมอ่อนๆ เด็กๆ (ก็คงกลิ่นรกหมูนั่นแหละมั้ง) คือเค้าไม่ต่างจากน้ำเลย ใสๆและซึมสู่ผิวไวม๊าก

แทบไม่ต้องตบหรือผลักเข้าผิวเลย แค่ลงที่หน้าก็ซึมวาบ และไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้แม้แต่น้อย

ไม่ไปรบกวนการลงสกินแคร์ตัวอื่นๆ ช่วยทำให้การลงสกินแคร์ในขั้นตอนต่อไปง่ายขึ้นมากๆ

จะเข้มข้นแค่ไหนก็ลงไปเถอะ ทิฟสังเกตจากการลงครีมกันแดดค่ะ ลงแล้วซึมไวกว่าปกติอี๊กกกก

แล้วคือ ทำไมก็ไม่รู้ที่ผิวของทิฟเห็นผลไวมากๆ (ทิฟอาจจะถูกกับรกหมูมั้ยคะ?)

ใช้เพียงไม่กี่วัน 2-3 วันเองมั้ง อาจจะแล้วแต่ผิวของแต่ละบุคคลนะคะ ผิวทิฟคือแน่น ฟู เนียน เด้ง

อย่างชัด หน้างี้นุ่มเลย รูขุมขนนี่กระชับอย่างเห็นได้ชัด แถมหน้าไม่มันเลยทั้งวันค่ะ

5.Lancome ENERGIE DE VIE Smooth & Plumping Pearly Lotion ( 200 ml. 2,000 บาท)

มาที่น้ำตบจากLancome กันบ้างค่ะ น้ำตบรุ่นนี้ผลิตที่ญี่ปุ่น ทิฟจะใช้เฉพาะตอนเช้าน้ำตบของ Lancome

จะหนืดๆเล็กน้อยคือ (Lotion คือน้ำตบที่หนืดที่สุดค่ะ) แต่พอทาลงไปบนผิวหน้าจะแตกตัวเป็นน้ำใสๆ

สดชื่นซึมไว มีอณูประกายขขนาดเล็กโปร่งแสงที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว (ทิฟเข้าใจว่าคือออยล์)

ทีนี้ขอพูดถึงกลิ่นว่าหอมมาก เปิดขวดคือได้กลิ่นเลย เค้ามีสารสกัดจากรากเยนเชี่ยน โกจิเบอรี่

และเฟรชเลม่อนบาล์ม สำหรับทิฟ จะมีความรู้สึกที่ทำให้หน้ามันบ้างเล็กน้อยเวลาที่ลงสกินแคร์ตัวอื่นๆตาม (เหมาะกับสาวๆที่ผิวขาดน้ำ ต้องการความชุ่มชื่น) ส่วนเรื่องรูขุมขนยังไม่สังเกตเห็นชัดมากนัก

ต้องสังเกตต่อไปในระยะยาวค่ะ แต่ที่เห็นได้ชัดมากๆคือผิวที่ดูสดใส ดูเฟรช มีชีวิตชีวาและอิ่มเอิบขึ้น

อย่างเห็นได้ชัด จากผิวที่ดูเหนื่อยๆเพลียๆในตอนเช้า พอใช้ของเค้าคือผิวดูสุขภาพดีขึ้น

แต่ในระยะเวลาที่ทิฟใช้ ยังไม่ได้เห็นผลเรื่องอื่นๆมากนักเค้าจะช่วยดูแลผิวเราแบบค่อยเป็นค่อยไป

อาจจะต้องใช้ร่วมกับตัวอื่นในเซทเค้าด้วยค่ะ

6.HADA LABO SUPER HYALURONIC ACID HYDRATING LOTION ( 30ml. 119 บาท )

HADA LABO เป็นแบรนด์แรกๆเลยที่ทำให้ทิฟรู้จักน้ำตบ ตอนนั้นที่เห็นครั้งแรกและได้ใช้

คือขวดที่เป็นฉลากสีน้ำเงิน (แต่หน้าทิฟไม่ถูกกับรุ่นนั้น) ส่วนรุ่นนี้ทิฟลองซื้อขวดเล็กมาใช้

ผลคือใช้ได้ ไม่แพ้ (แต่ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล) รุ่นนี้เป็นสูตรใหม่เน้นเรื่องความชุ่มชื่นเติมน้ำให้กับผิว เพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงมากกว่าสูตรเดิมและเก็บกักความชุ่มชื่นได้อย่างล้ำลึก ช่วยปรับสมดุลผิว

ไม่มีแอลกอฮอล์ไม่มีน้ำหอม ลักษณะเป็นน้ำใสๆมีความหนืดเพียงเล็กน้อย กลิ่นธรรมชาติเบาๆ

หลังจากที่ใช้รู้สึกผิวหน้านุ่มเด้ง ช่วยในเรื่องผิวขาดน้ำได้ดีมากยิ่งถ้าใช้สำลีทำมาส์กนะคะ

หน้าฉ่ำอิ่มน้ำแบบสุดๆ

 


 

แล้วทิฟก็พูดถึงเรื่องใช้น้ำตบทำมาส์กใช่มั้ยคะ ทิฟชอบใช้ตอนที่ผิวหน้าแย่มากๆ อย่างเช่น วันที่อากาศร้อนตากแดดเยอะ ผิวเหนื่อยล้า วันที่ผิวอักเสบ มีสิว โดนฝุ่น หรือแพ้อะไรมา 
ทิฟจะใช้แผ่นมาส์กแบบในรูป หรือ สำลีแผ่นใหญ่ๆสัก 3 แผ่น เทน้ำตบลงไปให้ชุ่ม 
แล้วมาส์กไว้ 15 นาที น้ำตบจะช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาดีขึ้นได้รวดเร็ว และสดชื่นมากๆเลยค่ะ

ครบแล้วนะคะสำหรับการรีวิว น้ำตบ ทั้ง 6 แบรนด์ที่ทิฟ ใช้ และยังใช้อยู่ในปัจจุบัน

ตัวทิฟเองมีใช้น้ำตบหลายแบรนด์และสกินแคร์อื่นๆประกอบกันค่ะ อย่างที่บอกไปในขั้นตอน

การลงสกินแคร์ด้านบน น้ำตบทั้ง 6 แบรนด์นี้ผิวแพ้ง่ายสามารถใช้ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น

ทิฟอยากให้สาวๆได้ลองด้วยตัวเองมากกว่า อยากให้อ่านริวิวนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อ
เพราะผิวหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการบำรุงผิวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก

ตัวทิฟเองอาจจะถูกกับ ส่วนประกอบหลายๆตัวในน้ำตบ จึงทำให้เห็นผลได้ดี

บางแบรนด์อาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่ผิวของแต่ละบุคคลจริงๆ

แต่น้ำตบเนี่ยช่วยเรื่องการเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวได้ดีมากๆ  จะผิวแห้ง ผิวผสม ผิวมัน

ผิวก็สามารถขาดน้ำได้ทั้งนั้นค่ะ อย่างตัวของทิฟเองที่แน่ๆคือ ไม่มีปัญหาหน้าแห้งเป็นขุย

มากวนใจให้หงุดหงิดเวลาแต่งหน้าอีกเลย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับสาวๆทุกคน

ที่กำลังมองหา น้ำตบ สักขวดนึงนะคะ ขอบคุณที่ติดตามจนจบค่ะ สวัสดีค่า

I N S T A G R A M @ tyffvathu.p

INSTAGRAM : TYFFVATHU.P                 FACEBOOK FANPAGE : TYFFVATHU                YOUTUBE CHANNEL : TYFFVATHU
 TYFFVATHU@GMAIL.COM                                             BASE ON  : THAILAND           
© 2018 TYFFVATHU. ALL RIGHTS RESERVED.